การเข้าใจกระบวนการทำงานของ Search Engine (The Pipeline) คือกุญแจสำคัญของการทำ Technical SEO หากเราไม่เข้าใจกลไกนี้ เราจะไม่สามารถวิเคราะห์สาเหตุได้เลยว่า "ทำไมหน้าเว็บถึงไม่ติดอันดับ" หรือ "ทำไมค้นหาไม่เจอ"
กระบวนการหลักประกอบด้วย 3 ขั้นตอน: Crawling → Rendering → Indexing
หลักการทำงานของ Google Search (Search Engine)
เพื่อให้เห็นภาพรวมของระบบ ลองดู Diagram การไหลของข้อมูลด้านล่างนี้ครับ
graph LR
Ahttps://www.discovery.com/ --> B[Crawling<br>(บอตเก็บข้อมูล)]
B --> C{Rendering<br>(ประมวลผลโค้ด)}
C -->|Render Error| X[Dropped<br>(ไม่ถูกจัดเก็บ)]
C -->|Success| D[Indexing<br>(จัดเก็บเข้าดัชนี)]
D --> E[Ranking<br>(จัดอันดับบน Google)]
Step 1: Crawling (การเก็บรวบรวมข้อมูล)
Google เริ่มต้นด้วยการส่ง Googlebot (Spiders) ออกไปท่องโลกอินเทอร์เน็ต โดยบอตจะทำการติดตามลิงก์จากหน้าหนึ่งไปยังอีกหน้าหนึ่ง (Link Following)
การทำงาน:
- URL Discovery: Google ค้นหา URL ใหม่จาก Sitemap หรือ Backlink
- Request: บอตส่งคำขอไปยัง Server เพื่อขอดาวน์โหลดหน้าเว็บ
- Restriction Check: บอตจะตรวจสอบไฟล์
robots.txtก่อนเสมอว่า "อนุญาต" ให้เข้าถึงหรือไม่
ตัวอย่างโครงสร้างไฟล์ robots.txt:
User-agent: Googlebot
Disallow: /admin/ (ห้ามเข้าหน้า Admin)
Allow: / (อนุญาตหน้าอื่นๆ ทั้งหมด)
Sitemap: https://example.com/sitemap.xml
Note: นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม Internal Linking ถึงสำคัญ เพราะเปรียบเสมือนถนนที่เชื่อมต่อให้บอตเดินทางไปเจอหน้าเว็บลึกๆ ของเราได้สะดวกขึ้น
Step 2: Rendering (การประมวลผล)
ในยุค Modern Web เว็บไซต์ไม่ได้มีแค่ HTML ธรรมดา แต่เต็มไปด้วย JavaScript เพื่อแสดงผลเนื้อหา ขั้นตอนนี้ Googlebot จะทำหน้าที่เสมือน Browser (เช่น Chrome) เพื่อ "Render" หน้าเว็บ
- HTML Response: สิ่งที่ Server ส่งกลับมา (Code ดิบ)
- Rendered DOM: สิ่งที่ผู้ใช้งานเห็นจริง (หลัง JavaScript ทำงาน)
ปัญหาที่พบบ่อย (JavaScript Issues):
หากเว็บไซต์ใช้ Client-Side Rendering (CSR) หนักเกินไป บอตอาจโหลดเนื้อหาไม่ทัน (Timeout) หรือ Render ผิดพลาด ทำให้ Google เห็นเป็น "หน้าเปล่า" และไม่ถูกนำไปจัดอันดับ
Step 3: Indexing (การจัดเก็บเข้าดัชนี)
เมื่อ Render เสร็จสิ้น Google จะวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และจัดเก็บลงใน Large Database เพื่อเตรียมแสดงผล
ข้อมูลที่ถูกเก็บใน Index:
- Main Content (เนื้อหาหลัก)
- Title & Meta Tags
- Language & Location
- Structured Data (Schema)
วิธีการตรวจสอบ Index Status (site: operator)
คุณสามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้ว่าเว็บของคุณถูก Index ไปแล้วกี่หน้า ด้วยคำสั่ง site: ในช่องค้นหา
Syntax:
site:example.com
ตัวอย่างผลลัพธ์:
- About results: จำนวนหน้าที่ Google รู้จัก (ค่าประมาณ)
- Search Results: รายชื่อหน้าที่ถูก Index เรียบร้อยแล้ว
Troubleshooting: ทำไมหน้าเว็บไม่ถูก Index?
หากตรวจสอบใน Google Search Console (GSC) แล้วพบว่าหน้าเว็บไม่ติดอันดับ มักจะเจอสถานะ (Status) ดังตารางด้านล่างนี้
| Status ใน GSC | ความหมาย | สาเหตุที่เป็นไปได้ | วิธีแก้ไข |
|---|---|---|---|
| Discovered - currently not indexed | เจอลิงก์แล้ว แต่ยังไม่ Crawl | Server ตอบสนองช้า หรือ Crawl Budget หมด | ปรับความเร็วเว็บ (Speed) และเพิ่ม Internal Link |
| Crawled - currently not indexed | Crawl แล้ว แต่ไม่เก็บเข้า Index | เนื้อหาคุณภาพต่ำ (Thin Content) หรือ ซ้ำ (Duplicate) | ปรับปรุงเนื้อหาให้ Unique และมีประโยชน์ |
| Excluded by ‘noindex’ tag | ถูกสั่งห้าม Index | มี Meta Tag noindex แปะอยู่ใน code |
ลบ tag <meta name="robots" content="noindex"> ออก |
| Soft 404 | หน้าเว็บหายไปแต่ Server แจ้งว่าปกติ | หน้าเว็บไม่มีเนื้อหา หรือแสดง Error ปลอมๆ | ตรวจสอบว่าหน้าเว็บมีเนื้อหาจริง หรือทำ 404/410 ให้ถูกต้อง |
Step 4: Ranking (การจัดอันดับ)
หลังจาก Indexing ข้อมูลจะถูกดึงมาประมวลผลด้วย Ranking Algorithms เมื่อมีผู้ใช้งานค้นหา (Search Query) โดยพิจารณาจากปัจจัยกว่า 200 อย่าง เช่น:
- Relevance: ความเกี่ยวข้องของเนื้อหากับคำค้นหา
- Quality: ความน่าเชื่อถือ (E-E-A-T)
- User Experience: Core Web Vitals และ Mobile Friendliness
สรุป
กระบวนการทำงานของ Google คือรากฐานที่สำคัญที่สุดของ Technical SEO
- Crawl: เปิดทางให้บอตเข้าถึง (Robots.txt / Sitemap)
- Render: ตรวจสอบว่าบอตเห็นเนื้อหาครบถ้วน (JavaScript)
- Index: แก้ไขปัญหาคุณภาพเนื้อหาเพื่อให้ถูกจัดเก็บ
ในบทต่อไป เราจะเรียนรู้วิธีการวางโครงสร้างเว็บไซต์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กระบวนการ Crawling นี้มีประสิทธิภาพสูงสุดใน Ep 3: Site Architecture & URL Structure ครับ