Googlebot นั้นเก่งมากในการอ่าน "ข้อความ" บนหน้าเว็บ แต่บางครั้งมันก็ไม่เข้าใจ "บริบท" ครับ
ตัวอย่างเช่น ถ้า Google เจอต้วเลข "2026" บนหน้าเว็บ... มันอาจจะงงว่า
- คือราคา 2,026 บาท?
- หรือคือปี ค.ศ. 2026?
- หรือเป็นจำนวนสินค้าในสต็อก?
Structured Data คือตัวช่วยแปลภาษาที่จะบอก Google ชัดเจนว่า "เลข 2026 นี้คือราคานะ และหน่วยเป็นบาท" เมื่อ Google เข้าใจชัดเจน ก็จะสามารถนำข้อมูลไปแสดงผลแบบพิเศษ (Rich Results) ให้ลิงก์เราดูน่าคลิกกว่าคู่แข่งนั่นเองครับ
1. Structured Data vs Schema.org vs JSON-LD
ศัพท์ 3 คำนี้มักมาคู่กันครับ เพื่อไม่ให้สับสน ผมสรุปให้แบบนี้:
- Structured Data: คือ "คอนเซปต์" การจัดระเบียบข้อมูลให้บอทอ่านง่าย
- Schema.org: คือ "พจนานุกรม" มาตรฐานที่ Search Engine ทั่วโลก (Google, Bing, Yahoo) ตกลงใช้ร่วมกัน
- JSON-LD: คือ "รูปแบบภาษา" (Format) ที่ Google แนะนำที่สุด ในการเขียนโค้ดชุดนี้
2. ทำไมต้องทำ?
ถึงแม้ Google จะบอกว่า Structured Data ไม่ใช่ ปัจจัยการจัดอันดับโดยตรง (Ranking Factor) แต่ผลทางอ้อมนั้นมหาศาลครับ:
- Increase CTR: ลิงก์ที่มีดาวหรือรูปภาพ ดึงดูดสายตาและน่าคลิกกว่าลิงก์ข้อความธรรมดา (เพิ่ม Click-Through Rate)
- Better Understanding: ช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาเว็บเราได้แม่นยำขึ้น
- Knowledge Graph: มีโอกาสที่ข้อมูลบริษัทเราจะไปโชว์ในกล่องด้านขวาของหน้าค้นหา
3. เจาะลึกโครงสร้าง JSON-LD
เพื่อน ๆ ไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดเป็นก็เข้าใจได้ครับ โครงสร้างมันตรงไปตรงมามาก โดยสคริปต์นี้จะถูกวางไว้ในส่วน <head> หรือ <body> ของหน้าเว็บ
ตัวอย่าง Code: Product Schema (สำหรับสินค้า)
นี่คือโค้ดที่ทำให้เกิด "ดาวรีวิว" และ "ราคา" บนหน้า Google ครับ
<script type="application/ld+json">
{
"@context": "https://schema.org/",
"@type": "Product",
"name": "รองเท้าวิ่งรุ่น Pro 2026",
"image": "https://example.com/photos/shoe.jpg",
"description": "รองเท้าวิ่งน้ำหนักเบา เหมาะสำหรับมาราธอน",
"brand": {
"@type": "Brand",
"name": "SuperShoe"
},
"offers": {
"@type": "Offer",
"url": "https://example.com/product/shoe-pro-2026",
"priceCurrency": "THB",
"price": "4500",
"availability": "https://schema.org/InStock"
},
"aggregateRating": {
"@type": "AggregateRating",
"ratingValue": "4.8",
"reviewCount": "125"
}
}
</script>
จุดสังเกต:
"@type": "Product": บอกว่าเป็นสินค้า"price": "4500": บอกราคา"ratingValue": "4.8": ส่วนนี้แหละครับที่ทำให้เกิดดาว ⭐
4. Schema ประเภทที่ต้องมี (Must-Have Types)
มี Schema เป็นร้อยแบบ แต่เราเลือกทำเฉพาะที่ตรงกับธุรกิจของเราก็พอครับ นี่คือ 4 ตัวหลักที่ส่งผลต่อ SEO สูงสุด:
| ประเภท Schema | เหมาะสำหรับ | ผลลัพธ์ที่จะได้ (Rich Result) |
|---|---|---|
| Article | เว็บ Blog / ข่าว | แสดงพาดหัวข่าว, รูปปกชัดเจนในหน้า Top Stories |
| Product | เว็บ E-commerce | แสดงราคา, สถานะ (มีของ/หมด), และดาวรีวิว |
| BreadcrumbList | ทุกเว็บไซต์ | แสดง Path นำทางในหน้าค้นหา (เช่น Home > Men > Shoes) |
| Organization / LocalBusiness | ธุรกิจ / บริษัท | แสดงข้อมูลที่อยู่, เบอร์โทร, เวลาทำการ ใน Knowledge Panel |
5. วิธีติดตั้งบนเว็บไซต์ (Implementation)
A. สำหรับ WordPress (ง่ายที่สุด)
ถ้าเพื่อน ๆ ใช้ WordPress ไม่ต้องเขียนโค้ดเองครับ Plugin SEO ส่วนใหญ่จัดการให้เราอัตโนมัติ
- Yoast SEO / Rank Math: สร้าง Article, Organization, Breadcrumb ให้ทันทีที่ติดตั้ง
- WooCommerce: สร้าง Product Schema ให้อัตโนมัติเมื่อเราลงสินค้า
B. สำหรับ Custom Website (Manual แบบของ Web Mastery)
เราสามารถใช้เครื่องมือช่วยเจนโค้ด (Schema Generator) แล้วนำไปแปะเอง
- เข้าเว็บ Merkle Schema Markup Generator
- เลือกประเภท Schema ที่ต้องการ
- กรอกข้อมูลลงไป
- Copy Code JSON-LD ที่ได้ ไปแปะในส่วน
<head>ของหน้าเว็บ
6. วิธีตรวจสอบความถูกต้อง (Testing)
เขียนเสร็จแล้ว อย่าเพิ่งมั่นใจครับ ต้องตรวจก่อนว่า Google อ่านออกไหม โดยใช้เครื่องมือ Rich Results Test ของ Google เอง
ขั้นตอนการตรวจสอบ:
- ไปที่ Google Rich Results Test
- ใส่ URL หน้าเว็บของเรา หรือกด "View Code" เพื่อวางโค้ด JSON-LD ที่เราเขียน
- กด Test URL
การอ่านผลลัพธ์:
- ✅ Valid items detected (สีเขียว): ผ่านฉลุย โค้ดถูกต้อง พร้อมแสดงผล
- ⚠️ Non-critical issues (สีเหลือง): มีคำเตือน (เช่น ขาดฟิลด์ priceRange) แต่ยังแสดงผลได้
- ❌ Critical issues (สีแดง): พัง! (เช่น Syntax ผิด) ต้องแก้ทันที ไม่งั้นไม่แสดงผล

ตัวอย่างการทดสอบความถูกต้องของ Structured Data รูปแบบ JSON-LD ด้วยเครื่องมือ Schema.org Validator เพื่อช่วยตรวจสอบว่าโครงสร้างข้อมูลเป็นไปตามมาตรฐาน และสามารถถูกนำไปใช้โดย Search Engine ได้อย่างถูกต้อง
สรุป Checklist สำหรับ Ep 9
- [ ] Identify: ระบุประเภทหน้าเว็บของเราว่าเป็นอะไร (บทความ? สินค้า? ธุรกิจท้องถิ่น?)
- [ ] Generate: ใช้ Plugin หรือเครื่องมือช่วยเขียนโค้ด JSON-LD
- [ ] Validate: ทดสอบโค้ดทุกครั้งผ่าน Rich Results Test ก่อนนำขึ้นจริง
- [ ] Monitor: เช็กใน Google Search Console เมนู Enhancements เพื่อดูว่า Google Index Schema ของเราไปกี่หน้าแล้ว
การทำ Structured Data เป็นเทคนิคที่ลงทุนน้อยแต่ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ามากครับ ในสมรภูมิที่อันดับ 1-3 แข่งกันดุเดือด Rich Snippets อาจเป็นตัวตัดสินว่าลูกค้าจะเลือกคลิกเว็บเรา หรือเว็บคู่แข่ง