การทำ Backlink Outreach จริง ๆ ไม่ได้ยากตรงการเขียนอีเมลเพียงฉบับเดียวครับ
สิ่งที่เริ่มเหนื่อยคือ ตอนเรามีรายชื่อเว็บไซต์เป้าหมายหลายสิบเว็บ แล้วต้องมานั่งเปลี่ยนชื่อผู้รับ ชื่อเว็บไซต์ URL และข้อมูลในอีเมลทีละฉบับ

สมมติว่ามี Contact อยู่ 50 คน
ถ้าใช้เวลาจัดอีเมลคนละ 3–5 นาที ก็อาจหมดเวลาไปหลายชั่วโมงกับการ Copy/Paste และเช็กว่าตอนนี้ส่งถึงใครแล้วบ้าง
ผมเลยใช้ Google Sheets คู่กับ Google Apps Script เข้ามาช่วยจัดการส่วนนี้ครับ
แนวคิดคือ เราเตรียมข้อมูลผู้รับทั้งหมดไว้ใน Sheet แล้วให้ Script อ่านข้อมูลแต่ละแถว จากนั้นสร้าง Backlink Outreach Email ที่เปลี่ยนไปตามผู้รับแต่ละคนโดยอัตโนมัติ
Flow จะประมาณนี้ครับ
Google Sheets → Apps Script → Personalized Email → Gmail → บันทึกสถานะBacklink Outreach คืออะไร?
Backlink Outreach คือการที่เราติดต่อเจ้าของเว็บไซต์หรือผู้ดูแล Content เพื่อเสนออะไรบางอย่างที่เป็นประโยชน์กับเว็บไซต์ของเขา และอาจนำไปสู่การได้รับ Backlink กลับมา
ตัวอย่างเช่น
- เสนอเขียน Guest Post
- แนะนำ Resource หรือบทความที่เกี่ยวข้อง
- แจ้ง Broken Link และเสนอหน้าทดแทน
- ติดต่อเว็บไซต์ที่กล่าวถึง Brand แต่ยังไม่ได้ใส่ Link
- เสนอข้อมูล งานวิจัย หรือ Case Study
แต่จุดสำคัญคือ เราไม่ควรเริ่มจากความคิดว่าจะทำยังไงให้เว็บไซต์นี้ใส่ Backlink ให้เรา? ควรเริ่มจากเรามีอะไรที่ช่วยเพิ่มคุณค่าให้เว็บไซต์หรือผู้อ่านของเขาได้บ้าง? เพราะถ้าอีเมลมีแต่เรื่องที่เราอยากได้ โอกาสที่อีกฝ่ายจะตอบกลับก็ค่อนข้างต่ำครับ พูดง่าย ๆ ก็คือต้อง win/win ทั้งคู่ครับ
Google Sheets ช่วยจัดการอะไร?
ใน Sheet เราสามารถเตรียมข้อมูลไว้ประมาณนี้
- ชื่อผู้รับ
- ชื่อเว็บไซต์หรือองค์กร
- หน้าที่เราไปพบ
- หัวข้อที่ต้องการเสนอ
- ลิงก์ Draft หรือ Google Docs
- สถานะการส่ง

จากนั้น Apps Script จะนำข้อมูลแต่ละแถวไปใส่ใน Email Template

ตัวอย่างเช่น Contact คนแรกอาจได้รับอีเมลขึ้นต้นว่า
เรียนคุณสมชายส่วน Contact คนถัดไปก็เปลี่ยนเป็น
เรียนคุณเจนรวมถึงชื่อเว็บไซต์ URL และรายละเอียดอื่น ๆ ก็เปลี่ยนตามข้อมูลของแต่ละคนได้ทั้งหมด เราไม่ต้องเปิด Gmail แล้วแก้อีเมลทีละฉบับอีกต่อไปครับ
ตัวอย่าง Backlink Outreach Email Template
ตัวอย่างประมาณนี้ก็ใช้เป็นจุดเริ่มต้นได้ครับ
Subject: เสนอ Guest Post เรื่อง [ชื่อหัวข้อบทความ]
เรียนคุณ [ชื่อผู้รับ]
ผมชื่อ Son จาก Web Mastery ครับ
พอดีผมได้อ่านเนื้อหาบนหน้า [URL ที่เกี่ยวข้อง] และเห็นว่าเว็บไซต์ของคุณมีเนื้อหาเกี่ยวกับ [หัวข้อ]
ผมจึงอยากเสนอ Guest Post เรื่อง “[ชื่อบทความ]” ซึ่งน่าจะช่วยเสริมข้อมูลในส่วนนี้และเป็นประโยชน์กับผู้อ่านของเว็บไซต์ได้ครับ
สามารถดู Draft หรือ Outline ได้ที่:
[ลิงก์ Google Docs]
ถ้าหัวข้อนี้น่าสนใจ ผมยินดีปรับเนื้อหาและรูปแบบให้เหมาะกับแนวทางของเว็บไซต์ครับ
ขอบคุณครับ
Son
Web Masteryแต่ขอเน้นว่า Backlink Outreach Email Template ควรเป็นเพียงโครงตั้งต้น ไม่ใช่เอาไปส่งเหมือนกันทุกเว็บไซต์ แล้วเปลี่ยนแค่ชื่อผู้รับครับ
Personalized ไม่ใช่แค่เปลี่ยนชื่อด้านบน
หลายคนบอกว่าส่ง Personalized Email แต่จริง ๆ เปลี่ยนเพียงชื่อผู้รับหนึ่งจุด ที่เหลือเหมือนกันหมด
ถ้าจะให้ดี อย่างน้อยควรพูดถึงว่า
- เราไปเจอเว็บไซต์ของเขาจากหน้าไหน
- เราอ่านอะไรมาแล้ว
- เนื้อหาที่เสนอเกี่ยวข้องอย่างไร
- มันช่วยเติม Content Gap ตรงไหน
- ผู้อ่านของเขาจะได้อะไร
ตัว Automation ควรเข้ามาช่วยลดงานซ้ำ เพื่อให้เรามีเวลาไปทำ Research มากขึ้น ไม่ใช่ช่วยให้เราส่ง Spam ได้เร็วขึ้นครับ
ต้องทดสอบก่อนส่งจริง
จุดนี้สำคัญมาก อย่าเพิ่งเอา Script ไป Run กับรายชื่อ Contact จริงตั้งแต่รอบแรก
ผมแนะนำให้ Copy Sheet ออกมาเป็น Test Sheet ก่อน แล้วใช้อีเมลของเราเองเป็นผู้รับทั้งหมด

จากนั้นลองเช็กว่า
- ชื่อผู้รับถูกต้องไหม
- Subject อ่านรู้เรื่องหรือเปล่า
- Link เปิดได้ไหม
- ข้อมูลของคนอื่นปนมาหรือไม่
- Status ถูกบันทึกหรือยัง
- Script ป้องกันการส่งซ้ำหรือไม่
ความผิดพลาดที่แย่มากของ Email Automation คือ ส่งชื่อหรือข้อมูลของ Contact คนหนึ่งไปหาอีกคนหนึ่ง ดังนั้นเสียเวลาทดสอบเพิ่มอีกนิด ดีกว่าต้องมาตามแก้ Brand Reputation ทีหลังครับ
Status ใน Sheet ก็สำคัญ
หลังส่งอีเมลแล้ว Script ควรบันทึกสถานะกลับเข้ามา เช่น
- Success
- Failed
- Invalid Email
- Already Sent
เพราะถ้าไม่มี Status เราอาจไม่รู้ว่า Contact คนไหนได้รับอีเมลแล้ว และมีโอกาสส่งซ้ำโดยไม่ตั้งใจ นอกจากนี้ยังนำไปต่อยอดเป็น Follow-up List ได้ด้วย เช่น
- ส่งแล้ว แต่ยังไม่ตอบ
- ตอบกลับแล้ว
- สนใจ
- ปฏิเสธ
- ได้ Backlink แล้ว
พอข้อมูลอยู่ใน Sheet เป็นระบบ การติดตามผลก็ง่ายขึ้นเยอะครับ
ทำเองหรือใช้ Backlink Outreach Services?
ถ้ามีรายชื่อไม่เยอะ และต้องการควบคุมคุณภาพเอง การใช้ Google Sheets กับ Apps Script ก็เพียงพอสำหรับเริ่มต้นครับ
แต่ถ้ามีหลาย Campaign, หลายประเทศ หรือรายชื่อจำนวนมาก อาจพิจารณาใช้ Backlink Outreach Services หรือ Outreach Platform เพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม อย่าดูแค่จำนวนอีเมลที่ส่งหรือจำนวน Backlink ที่รับประกัน
ควรดูด้วยว่า
- เว็บไซต์ที่ติดต่อเกี่ยวข้องกับธุรกิจจริงไหม
- Email ถูก Personalized หรือเป็น Mass Email
- เว็บไซต์มี Traffic และผู้อ่านจริงหรือเปล่า
- มีรายงาน Reply และ Placement หรือไม่
- Backlink ที่ได้ดูเป็นธรรมชาติไหม
ส่งอีเมลได้เยอะ ไม่ได้แปลว่า Campaign มีคุณภาพครับ
สรุป
Google Sheets และ Google Apps Script ช่วยลดงานซ้ำในการทำ Backlink Outreach ได้ดีมาก โดยเฉพาะทีมเล็ก, SEO Consultant หรือ Solopreneur ที่ยังไม่ต้องการซื้อ Outreach Tool เพิ่ม
มันช่วยเราได้ตั้งแต่
- อ่านรายชื่อ Contact
- สร้าง Personalized Email
- ส่งอีเมล
- บันทึกสถานะ
- ป้องกันการส่งซ้ำ
แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ทำให้ Outreach ได้ผลยังคงเป็น เว็บไซต์ที่เลือกต้องเกี่ยวข้อง ข้อเสนอต้องมีคุณค่า และอีเมลต้องดูเหมือนเขียนมาหาผู้รับคนนั้นจริง ๆ
Automation เป็นเพียงตัวช่วยลดงาน Manual เท่านั้นครับ ดูขั้นตอนการทำแบบเต็มได้ในวิดีโอนี้
สอนทำ Backlink Outreach (Email) ด้วย Google Apps Script + Sheets
หรือถ้าเพื่อน ๆ ที่อยากได้ซอร์สโค้ดของ Apps Script ก็สามารถทัก LINE OA ของ Web Mastery โดยแอดไลน์ไปได้ที่ @540fnrun (เพื่อที่ผมจะได้รู้ว่าตามมาจากบทความนี้ด้วยครับ)