Google Ads Conversion Tracking: วัดผลกำไรจากโฆษณา

Last updated: January 26, 2026

ปัญหาคลาสสิกของคนยิงแอดคือ "รู้ว่ามีคนคลิก แต่ไม่รู้ว่าคลิกแล้วซื้อไหม?" ทำให้เราไม่กล้าอัดงบเพิ่ม หรือไม่กล้าปิด Keyword ที่มันกินเงินฟรี วันนี้ผมจะพาเพื่อน ๆ มาติดตั้ง Google Ads Conversion Tracking ผ่าน GTM เพื่อให้เราเห็นค่า ROI (Return on Investment) แบบชัด ๆ กันครับ

Step 1: สร้าง Conversion Action ใน Google Ads

ก่อนจะไปที่ GTM เราต้องไปสร้าง "ตะกร้ารับข้อมูล" ที่บ้าน Google Ads ก่อนครับ

  1. เข้าไปที่ Google Ads คลิกที่เมนู Goals (เป้าหมาย) -> Conversions -> Summary
  2. กดปุ่ม + New conversion action
  3. เลือก Website
  4. ใส่ URL เว็บเราแล้วกด Scan (ระบบจะเช็คพื้นฐานให้)
  5. เลื่อนลงมาข้างล่าง เลือก + Add a conversion action manually
  6. ตั้งค่าตามนี้ครับ:
    * Goal Category: เลือก Contact (สำหรับปุ่มไลน์) หรือ Purchase (สำหรับตะกร้าสินค้า)
    * Conversion Name: ตั้งชื่อ เช่น "Click Line Button"
    * Value: เลือก "Don't use a value" (ถ้าเป็นการติดต่อ) หรือใส่ค่าเฉลี่ยไป

  7. กด Done และ Save and Continue

จุดสำคัญ: การดึงค่า ID และ Label

เมื่อสร้างเสร็จ ให้เลือกแท็บ Use Google Tag Manager ครับ เพื่อน ๆ จะเห็นรหัส 2 ชุดที่ต้องจดไว้:

  • Conversion ID: (เช่น 123-456-7890) -> ใช้เหมือนกันทุก Action
  • Conversion Label: (เช่น AbCdEfGhIjKlMnOpQr) -> เปลี่ยนไปตามแต่ละ Action

Step 2: ติดตั้ง Conversion Linker (พระเอกขี่ม้าขาว)

หลายคนตกม้าตายตรงนี้ครับ! การติดตั้ง Conversion Tracking จะไม่สมบูรณ์ถ้าขาด Conversion Linker

เนื่องจาก Browser ยุคใหม่ (โดยเฉพาะ Safari บน iPhone) มีการบล็อก Third-party Cookies อย่างหนัก ตัว Conversion Linker จะช่วยแปลงข้อมูลคลิกโฆษณาให้เป็น First-party Cookies เพื่อให้เรายังวัดผลได้แม่นยำอยู่ครับ

วิธีติดตั้ง:

  1. ใน GTM กด New Tag
  2. เลือกประเภท Conversion Linker
  3. Triggering: เลือก All Pages (ให้โหลดทุกหน้า)
  4. กด Save (ไม่ต้องตั้งค่าอะไรเพิ่ม ง่ายสุด ๆ!)

Step 3: ติดตั้ง Google Ads Conversion Tag

คราวนี้เราจะเอา ID และ Label จาก Step 1 มาใส่ครับ

  1. สร้าง Tag ใหม่ เลือกประเภท Google Ads User-provided Data Event (ไม่ใช่ครับ! อันนี้มันเปลี่ยนชื่อบ่อย ให้เลือก Google Ads Conversion Tracking)
  2. Conversion ID: ใส่เลขที่จดมา
  3. Conversion Label: ใส่รหัสยึกยือที่จดมา
  4. Conversion Linker: ตรวจสอบว่ามันเลือก Tag Linker ที่เราสร้างใน Step 2 ให้หรือยัง (ปกติจะ Auto)
  5. Triggering: เลือก Trigger ตัวเดิมของเรา "Click - Line Button" (จาก Ep. 5)
  6. กด Save

Step 4: ทดสอบความชัวร์ (Debugging)

เหมือนเดิมครับ ห้ามเชื่อจนกว่าจะได้เทสต์

  1. กด Preview ใน GTM
  2. เข้าหน้าเว็บแล้วลอง กดปุ่มแอดไลน์
  3. กลับมาดูที่ Tag Assistant
  4. เช็คว่า Tag ที่ชื่อ Google Ads Conversion - Click Line ขึ้นสถานะ Fired ไหม?

Pro Tip สำหรับ Google Ads: บางครั้งสถานะในหน้า Dashboard ของ Google Ads อาจจะขึ้นว่า "Unverified" อยู่สักพัก (อาจนานถึง 3-24 ชม.) ไม่ต้องตกใจครับ ถ้าใน GTM Fired แล้ว แปลว่าข้อมูลส่งไปแล้วแน่นอน รอระบบ Google Ads อัปเดตอย่างเดียวครับ


ตารางสรุป: ต้องใช้อะไรบ้าง?

ข้อมูล เอามาจากไหน? ใช้ตอนไหน?
Conversion ID Google Ads ใส่ในทุก Conversion Tag
Conversion Label Google Ads ใส่เฉพาะ Action นั้นๆ (เช่น ปุ่มไลน์ กับ ปุ่มโทร จะคนละ Label)
Trigger GTM (ที่สร้างไว้) ตัวกำหนดว่าเมื่อไหร่คือนับ 1 Conversion

สรุปบทเรียน

ตอนนี้เพื่อน ๆ มีระบบวัดผลที่ครบวงจรแล้วครับ:

  • GA4: ไว้วิเคราะห์พฤติกรรมภาพรวม
  • Facebook Pixel: ไว้ยิงแอด Retargeting
  • Google Ads Conversion: ไว้วัด ROI ของ Search Ads

ในบทถัดไป (Ep. 8) เราจะเข้าสู่โหมด Advanced สำหรับสาย Technical กันแล้วครับ กับเรื่อง "Data Layer 101" หัวใจสำคัญที่จะทำให้เราส่งข้อมูล "ราคาสินค้า" หรือ "Dynamic Values" ได้แบบมือโปรครับ

Tip: เวลาตั้งชื่อ Conversion Label ใน GTM ผมแนะนำให้ใส่ชื่อ Label ต่อท้ายชื่อ Tag ไปด้วยครับ เช่น GAds Conv - Click Line (AbCd...) เวลาแก้ทีหลังจะได้ไม่ต้องเปิดเข้าไปดูข้างในครับ — Son, WebMastery.dev