Workshop: จัดระเบียบ Container และการทำ Version Control

Last updated: January 26, 2026

ถ้าเจอกับตัวเองคงปวดหัว แต่ถ้าส่งต่องานให้ลูกค้าแบบนี้... "ดูไม่โปร" แน่นอนครับ วันนี้เราจะมาสร้างมาตรฐานการทำงาน (Standardization) ให้ GTM ของเรา Clean และ Scalable กันครับ

1. Naming Convention (กฎการตั้งชื่อ)

นี่คือสิ่งที่ผมย้ำเสมอตั้งแต่วันแรก การตั้งชื่อที่ดีจะทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาค้นหาครับ สูตรที่ผมใช้ประจำและเป็นมาตรฐานสากลคือ:

[Platform] - [Type] - [Detail]

ตัวอย่างการตั้งชื่อ Tag:

  • ❌ แย่: Pixel, GA4, Click Line
  • ✅ ดี: FB - Base Code - All Pages
  • ✅ ดี: GA4 - Event - Click Line
  • ✅ ดี: GAds - Conversion - Purchase

ตัวอย่างการตั้งชื่อ Trigger:

  • ❌ แย่: Click ปุ่ม, All pages
  • ✅ ดี: Click - Add to Cart Button
  • ✅ ดี: Page View - Thank You Page
  • ✅ ดี: Custom Event - Form Success

ตัวอย่างการตั้งชื่อ Variable:

  • ✅ ดี: DLV - Product Price (DLV = Data Layer Variable)
  • ✅ ดี: CJS - Remove Currency (CJS = Custom JS)
  • ✅ ดี: Const - GA4 ID (Const = Constant)

2. การใช้ Folders (จัดหมวดหมู่)

GTM มีระบบ Folders ให้เราใช้จัดกลุ่ม Tag, Trigger และ Variable ครับ แนะนำให้สร้าง Folder แบ่งตาม Platform หรือ จุดประสงค์ ครับ

วิธีสร้าง:

  1. ไปที่เมนู Folders ด้านซ้ายมือ
  2. กด New Folder
  3. ตั้งชื่อเช่น 01. Google Analytics 4, 02. Facebook Pixel, 03. Google Ads, 99. Utilities (ใส่ตัวเลขนำหน้าเพื่อให้มันเรียงสวยงาม)
  4. จากนั้นติ๊กเลือก Tag ที่เกี่ยวข้อง แล้วกดย้าย (Move) เข้าไปใส่ใน Folder ได้เลยครับ

3. Version Control (ระบบช่วยชีวิต)

เพื่อน ๆ เคยแก้ GTM แล้วทำเว็บพัง หรือ Tracking หายไปดื้อ ๆ ไหมครับ? ระบบ Version ของ GTM คือพระเอกที่จะช่วยกู้สถานการณ์ครับ

ทุกครั้งที่จะกด Submit (Publish):

  1. Version Name: อย่าปล่อยว่าง! ให้ใส่สรุปสั้น ๆ ว่าทำอะไรไป เช่น "Add FB Pixel & Line Button Tracking"
  2. Version Description: (ถ้าขยัน) ใส่รายละเอียดลงไปหน่อยว่าแก้อะไร เผื่อคนอื่นมาอ่านต่อ

วิธีย้อนเวลา (Rollback):
ถ้า Version ล่าสุด (Live) มีปัญหา เราสามารถย้อนกลับไปใช้ Version ก่อนหน้าได้ทันที

  1. ไปที่แท็บ Versions
  2. เลือก Version เก่าที่เคยทำงานได้ปกติ (ดูจากชื่อที่เราตั้งไว้)
  3. คลิกที่ปุ่ม Action (3 จุด) -> เลือก Publish to Environment -> Live
  4. เท่านี้การตั้งค่าทั้งหมดจะกลับไปเป็นเหมือนวันวานทันทีครับ!

4. User Management (การคุมสิทธิ์)

ถ้าต้องทำงานร่วมกับ Agency หรือทีมงาน อย่าให้สิทธิ์ Admin พร่ำเพรื่อครับ

  • Publish: ให้เฉพาะ Lead หรือ Senior ที่ตรวจสอบความถูกต้องได้
  • Approve: ให้ทีมงานที่ตั้งค่าได้ แต่ยัง Publish เองไม่ได้
  • Edit: ให้คนที่เข้ามาช่วยแก้ Tag
  • Read: ให้ลูกค้าหรือคนที่เข้ามาดู Report เฉย ๆ

วิธีตั้งค่า: ไปที่ Admin -> User Management -> เลือก Container ที่ต้องการ -> กด + เพื่อเพิ่มคน

5. การลบขยะ (Cleanup)

GTM ที่ดีไม่ควรมี "ขยะ" ครับ

  • Tag ไหนเลิกใช้แล้ว (เช่น โปรโมชั่นเก่า, Pixel ของ Agency เจ้าเก่า) -> Pause ไว้ก่อน ถ้ามั่นใจค่อย Delete
  • Trigger ไหนไม่ได้ผูกกับ Tag -> ลบทิ้ง
  • Variable ไหนไม่ได้ใช้ -> ลบทิ้ง

การทำแบบนี้จะช่วยให้ไฟล์ gtm.js มีขนาดเล็ก ทำให้เว็บโหลดเร็วขึ้นนิดนึงด้วยครับ (ดีต่อ SEO)

สรุปปิดท้ายซีรีส์ (Final Thoughts)

ยินดีด้วยครับ! เพื่อน ๆ เดินทางมาถึงบทสุดท้ายของ Google Tag Manager Mastery แล้ว

จากวันแรกที่เราไม่รู้ว่าจะติด Code ยังไง วันนี้เราสามารถ:

  1. ติดตั้งและ Debug GTM ได้อย่างคล่องแคล่ว
  2. วัดผลทุก Action สำคัญ (คลิก, ฟอร์ม, Youtube)
  3. ส่งข้อมูลให้ทั้ง GA4, Facebook, Google Ads ได้ในที่เดียว
  4. เขียน Script ปรับแต่งข้อมูลเองได้ (Custom JS)
  5. จัดการระบบหลังบ้านได้อย่างมืออาชีพ

Next Step: เมื่อข้อมูล (Data) พร้อมแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการ "นำเสนอ (Visualize)" และ "วิเคราะห์ (Analyze)" ครับ

ในซีรีส์หน้า เราจะไปเจอกันที่ Looker Studio เพื่อนำข้อมูลจาก GA4 ที่เราเก็บอย่างเหนื่อยยาก มาสร้างเป็น Dashboard สวย ๆ ให้ลูกค้าดูกันครับ (topic นี้กำลังจัดทำอยู่ รออีกสักนิดครับ)

ขอให้สนุกกับการ Tracking และสร้าง Growth ให้ธุรกิจนะครับ! — Son, webmastery.dev