ถ้าเจอกับตัวเองคงปวดหัว แต่ถ้าส่งต่องานให้ลูกค้าแบบนี้... "ดูไม่โปร" แน่นอนครับ วันนี้เราจะมาสร้างมาตรฐานการทำงาน (Standardization) ให้ GTM ของเรา Clean และ Scalable กันครับ
1. Naming Convention (กฎการตั้งชื่อ)
นี่คือสิ่งที่ผมย้ำเสมอตั้งแต่วันแรก การตั้งชื่อที่ดีจะทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาค้นหาครับ สูตรที่ผมใช้ประจำและเป็นมาตรฐานสากลคือ:
[Platform] - [Type] - [Detail]
ตัวอย่างการตั้งชื่อ Tag:
- ❌ แย่:
Pixel,GA4,Click Line - ✅ ดี:
FB - Base Code - All Pages - ✅ ดี:
GA4 - Event - Click Line - ✅ ดี:
GAds - Conversion - Purchase
ตัวอย่างการตั้งชื่อ Trigger:
- ❌ แย่:
Click ปุ่ม,All pages - ✅ ดี:
Click - Add to Cart Button - ✅ ดี:
Page View - Thank You Page - ✅ ดี:
Custom Event - Form Success
ตัวอย่างการตั้งชื่อ Variable:
- ✅ ดี:
DLV - Product Price(DLV = Data Layer Variable) - ✅ ดี:
CJS - Remove Currency(CJS = Custom JS) - ✅ ดี:
Const - GA4 ID(Const = Constant)
2. การใช้ Folders (จัดหมวดหมู่)
GTM มีระบบ Folders ให้เราใช้จัดกลุ่ม Tag, Trigger และ Variable ครับ แนะนำให้สร้าง Folder แบ่งตาม Platform หรือ จุดประสงค์ ครับ
วิธีสร้าง:
- ไปที่เมนู Folders ด้านซ้ายมือ
- กด New Folder
- ตั้งชื่อเช่น
01. Google Analytics 4,02. Facebook Pixel,03. Google Ads,99. Utilities(ใส่ตัวเลขนำหน้าเพื่อให้มันเรียงสวยงาม) - จากนั้นติ๊กเลือก Tag ที่เกี่ยวข้อง แล้วกดย้าย (Move) เข้าไปใส่ใน Folder ได้เลยครับ
3. Version Control (ระบบช่วยชีวิต)
เพื่อน ๆ เคยแก้ GTM แล้วทำเว็บพัง หรือ Tracking หายไปดื้อ ๆ ไหมครับ? ระบบ Version ของ GTM คือพระเอกที่จะช่วยกู้สถานการณ์ครับ
ทุกครั้งที่จะกด Submit (Publish):
- Version Name: อย่าปล่อยว่าง! ให้ใส่สรุปสั้น ๆ ว่าทำอะไรไป เช่น "Add FB Pixel & Line Button Tracking"
- Version Description: (ถ้าขยัน) ใส่รายละเอียดลงไปหน่อยว่าแก้อะไร เผื่อคนอื่นมาอ่านต่อ
วิธีย้อนเวลา (Rollback):
ถ้า Version ล่าสุด (Live) มีปัญหา เราสามารถย้อนกลับไปใช้ Version ก่อนหน้าได้ทันที
- ไปที่แท็บ Versions
- เลือก Version เก่าที่เคยทำงานได้ปกติ (ดูจากชื่อที่เราตั้งไว้)
- คลิกที่ปุ่ม Action (3 จุด) -> เลือก Publish to Environment -> Live
- เท่านี้การตั้งค่าทั้งหมดจะกลับไปเป็นเหมือนวันวานทันทีครับ!
4. User Management (การคุมสิทธิ์)
ถ้าต้องทำงานร่วมกับ Agency หรือทีมงาน อย่าให้สิทธิ์ Admin พร่ำเพรื่อครับ
- Publish: ให้เฉพาะ Lead หรือ Senior ที่ตรวจสอบความถูกต้องได้
- Approve: ให้ทีมงานที่ตั้งค่าได้ แต่ยัง Publish เองไม่ได้
- Edit: ให้คนที่เข้ามาช่วยแก้ Tag
- Read: ให้ลูกค้าหรือคนที่เข้ามาดู Report เฉย ๆ
วิธีตั้งค่า: ไปที่ Admin -> User Management -> เลือก Container ที่ต้องการ -> กด + เพื่อเพิ่มคน
5. การลบขยะ (Cleanup)
GTM ที่ดีไม่ควรมี "ขยะ" ครับ
- Tag ไหนเลิกใช้แล้ว (เช่น โปรโมชั่นเก่า, Pixel ของ Agency เจ้าเก่า) -> Pause ไว้ก่อน ถ้ามั่นใจค่อย Delete
- Trigger ไหนไม่ได้ผูกกับ Tag -> ลบทิ้ง
- Variable ไหนไม่ได้ใช้ -> ลบทิ้ง
การทำแบบนี้จะช่วยให้ไฟล์ gtm.js มีขนาดเล็ก ทำให้เว็บโหลดเร็วขึ้นนิดนึงด้วยครับ (ดีต่อ SEO)
สรุปปิดท้ายซีรีส์ (Final Thoughts)
ยินดีด้วยครับ! เพื่อน ๆ เดินทางมาถึงบทสุดท้ายของ Google Tag Manager Mastery แล้ว
จากวันแรกที่เราไม่รู้ว่าจะติด Code ยังไง วันนี้เราสามารถ:
- ติดตั้งและ Debug GTM ได้อย่างคล่องแคล่ว
- วัดผลทุก Action สำคัญ (คลิก, ฟอร์ม, Youtube)
- ส่งข้อมูลให้ทั้ง GA4, Facebook, Google Ads ได้ในที่เดียว
- เขียน Script ปรับแต่งข้อมูลเองได้ (Custom JS)
- จัดการระบบหลังบ้านได้อย่างมืออาชีพ
Next Step: เมื่อข้อมูล (Data) พร้อมแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการ "นำเสนอ (Visualize)" และ "วิเคราะห์ (Analyze)" ครับ
ในซีรีส์หน้า เราจะไปเจอกันที่ Looker Studio เพื่อนำข้อมูลจาก GA4 ที่เราเก็บอย่างเหนื่อยยาก มาสร้างเป็น Dashboard สวย ๆ ให้ลูกค้าดูกันครับ (topic นี้กำลังจัดทำอยู่ รออีกสักนิดครับ)
ขอให้สนุกกับการ Tracking และสร้าง Growth ให้ธุรกิจนะครับ! — Son, webmastery.dev