กลยุทธ์ Topic Clusters: จัดกลุ่มเนื้อหาเพื่อครองความเป็นเจ้าตลาด

Last updated: January 28, 2026

ใน Ep 4 เราได้ลองทำ Keyword Research มาแล้วใช่ไหมครับ?

แต่ปัญหาที่มือใหม่ส่วนใหญ่เจอคือ "ไม่รู้จะเริ่มเขียนคำไหนก่อน" หรือ "เขียนไปเรื่อย ๆ แบบไม่มีทิศทาง"

ผลลัพธ์คือ เว็บไซต์เรากลายเป็น "ห้องสมุดที่หนังสือวางกองระเกะระกะ" หาอะไรก็ไม่เจอ Googlebot เข้ามาเก็บข้อมูลก็งง สุดท้ายอันดับก็ไม่ขึ้น

วิธีแก้ปัญหานี้คือกลยุทธ์ที่เรียกว่า "Topic Clusters" ครับ ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ของการทำ SEO ยุค AI ที่เน้นความเป็นผู้เชี่ยวชาญ (Authority)

Topic Clusters คืออะไร?

Topic Clusters (กลุ่มหัวข้อ) คือ การจัดโครงสร้างเนื้อหาบนเว็บไซต์ โดยการเชื่อมโยงบทความย่อย ๆ (Cluster Content) เข้าหาบทความหลัก (Pillar Page) ด้วย Internal Links

เปรียบเสมือน "ระบบสุริยะ" ที่มีดวงอาทิตย์อยู่ตรงกลางและมีดาวเคราะห์โคจรรรอบ ๆ

ตัวอย่างโครงสร้าง Topic Cluster อาหารแมว
ภาพตัวอย่าง: การวางแผน Topic Cluster โดยมี "อาหารแมว" เป็นศูนย์กลาง (Pillar) และหัวข้อย่อย (Cluster) ล้อมรอบ

ทำไมต้องทำ?

Google ยุคใหม่ฉลาดพอที่จะเข้าใจ "ความสัมพันธ์ของเนื้อหา" (Semantic SEO) ครับ การทำแบบนี้จะส่งสัญญาณบอก Google ว่า

  1. Authority: เว็บเราเชี่ยวชาญเรื่อง "อาหารแมว" จริง ๆ นะ มีเนื้อหาครอบคลุมทุกมิติเลย
  2. User Experience: คนอ่านเข้ามาแล้วได้ข้อมูลครบ จบในที่เดียว ไม่ต้องกดออกไปเว็บอื่น

หรือตัวอย่างอื่น ๆ เช่น
* ถ้าเราเขียนบทความเรื่อง "วิ่ง" แค่ 1 บทความ Google มองว่าเรา "พอรู้เรื่องวิ่ง"
* แต่ถ้าเรามีบทความหลักเรื่อง "คู่มือการวิ่ง" แล้วลิงก์ไปหาบทความย่อยเรื่อง "รองเท้าวิ่ง", "วิธีหายใจ", "ตารางซ้อมมาราธอน" อีก 20 บทความ Google จะมองว่าเราคือ "ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการวิ่ง" (Topical Authority) ทันที


องค์ประกอบของ Topic Cluster (3 ส่วนหลัก)

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เรามาดูส่วนประกอบทั้ง 3 ส่วนกันครับ

1. Pillar Page (บทความเสาหลัก)

คือบทความ "แม่บท" ที่ครอบคลุมหัวข้อกว้าง ๆ (Broad Topic) เนื้อหาจะยาวและครบถ้วนที่สุด แต่จะไม่ลงลึกในรายละเอียดทางเทคนิคมากนัก (เน้นกว้างและครอบคลุม)

  • Keyword: Short-tail / Seed Keyword (Volume สูง)
  • ตัวอย่าง: "คู่มือการลดน้ำหนักฉบับสมบูรณ์"

2. Cluster Content (บทความบริวาร)

คือบทความย่อยที่เจาะลึกเฉพาะเรื่อง (Specific Topic) ที่แตกแขนงออกมาจาก Pillar Page

  • Keyword: Long-tail Keyword (Volume น้อย แต่ Intent ชัด)
  • ตัวอย่าง: "วิธีทำ IF", "เมนูอาหารคลีน", "ออกกำลังกายแบบ HIIT", "นอนดึกทำให้อ้วนไหม"

3. Internal Links (เส้นทางเชื่อมโยง)

คือ "ถนน" ที่เชื่อมระหว่าง Pillar และ Cluster เข้าด้วยกัน นี่คือหัวใจสำคัญครับ!

  • Cluster ต้องส่งลิงก์กลับไปหา Pillar เสมอ (เพื่อดันให้หน้าหลักแข็งแกร่ง)
  • Pillar ต้องส่งลิงก์ไปหา Cluster (เพื่อนำทางคนอ่านไปดูรายละเอียด)

เปรียบเทียบ Old SEO vs New SEO

ทำไมเราถึงต้องเปลี่ยนวิธีคิด? ลองดูตารางนี้ครับ

ตารางที่ 1: ความแตกต่างระหว่าง SEO แบบเก่า vs Topic Clusters

คุณสมบัติ SEO แบบเก่า (Old School) Topic Clusters (Modern SEO)
โครงสร้าง แยกกันอยู่ อิสระต่อกัน (Silo) เชื่อมโยงกันเป็นระบบ (Hub & Spoke)
การใช้ Keyword 1 บทความ = 1 Keyword 1 หัวข้อใหญ่ = หลายบทความช่วยกันดัน
Internal Link ใส่บ้างไม่ใส่บ้าง แล้วแต่อารมณ์ วางแผนอย่างเป็นระบบ (Systematic)
สิ่งที่ Google เห็น ข้อมูลกระจัดกระจาย ความเป็นผู้เชี่ยวชาญ (Authority)
โอกาสติดอันดับ แข่งยาก ถ้าเว็บไม่ดังจริง ง่ายกว่า เพราะบทความช่วยดันกันเอง

ตัวอย่างโครงสร้าง (Example Architecture)

สมมติเพื่อน ๆ ทำเว็บเกี่ยวกับ "Digital Marketing" แทนที่จะเขียนบทความสะเปะสะปะ เรามาวางแผนแบบ Cluster กันครับ

ตารางที่ 2: ตัวอย่างการวางแผน Topic Cluster "SEO"

ระดับเนื้อหา หัวข้อบทความ (Topic) Keyword เป้าหมาย หน้าที่
Pillar Page
(ดวงอาทิตย์)
คู่มือสอนทำ SEO ฉบับสมบูรณ์ 2026 "สอน SEO", "SEO คือ" เป็นหน้าสารบัญรวมลิงก์ และปูพื้นฐานภาพรวม
Cluster 1
(ดาวเคราะห์)
วิธีหา Keyword สำหรับมือใหม่ "Keyword Research" เจาะลึกขั้นตอนการหาคำ
Cluster 2
(ดาวเคราะห์)
เทคนิคเขียนบทความให้ติดหน้าแรก "On-Page SEO" เจาะลึกเรื่อง H1, Title, Meta
Cluster 3
(ดาวเคราะห์)
Backlink คืออะไร หาจากไหน "Off-Page SEO" เจาะลึกเรื่องลิงก์
Cluster 4
(ดาวเคราะห์)
สอนใช้ Google Search Console "GSC คือ" เจาะลึกเครื่องมือวัดผล
---

วิธีสร้าง Topic Cluster

เพื่อน ๆ สามารถเริ่มทำได้ทันทีตาม 4 ขั้นตอนนี้ครับ:

  1. เลือกหัวข้อหลัก (Decide Pillar Topic):
    * เลือกจาก Seed Keyword ที่ธุรกิจเราต้องการโฟกัส (จาก Ep 4) เช่น "รองเท้าวิ่ง", "ประกันรถยนต์", "อาหารเสริม"

  2. แตกประเด็นย่อย (Keyword Mapping):
    * หา Long-tail Keyword ที่เกี่ยวข้อง 5-10 คำ มาเตรียมเขียนเป็น Cluster Content

  3. เขียนและเชื่อมโยง (Write & Link):
    * เขียน Pillar Page ก่อน (หรือเขียนทีหลังก็ได้ แต่ต้องมี)
    * เขียน Cluster Content แล้วใส่ลิงก์กลับไปหา Pillar Page ด้วย Anchor Text ที่เป็น Keyword หลัก

  4. ตรวจสอบโครงสร้าง (Audit):
    * เช็คว่าไม่มีหน้าไหนที่เป็น "Orphan Page" (หน้ากำพร้าที่ไม่มีใครลิงก์หา)

Technical Note สำหรับเพื่อน ๆ ที่เป็น dev:
ในเชิงโครงสร้าง URL เราสามารถจัดระเบียบแบบ Silo Structure ได้เพื่อความสวยงาม (แต่ไม่บังคับ)

// ตัวอย่าง URL Structure แบบ Silo
yourwebsite.com/seo/ (Pillar Page)
yourwebsite.com/seo/keyword-research/ (Cluster)
yourwebsite.com/seo/on-page-guide/ (Cluster)
yourwebsite.com/seo/backlink-strategy/ (Cluster)

สรุป

การทำ Topic Clusters คือการเล่นเกมยาวครับ

  • มันช่วยแก้ปัญหา Keyword Cannibalization (บทความเราแย่งอันดับกันเอง)
  • มันช่วยให้ User หาข้อมูลเจอลึกซึ้งขึ้น (อยู่บนเว็บเรานานขึ้น)
  • มันช่วยให้ Google มั่นใจว่าเว็บนี้คือ "ตัวจริง" ในวงการ

ในบทต่อไป เมื่อเรามีโครงสร้างคอนเทนต์ที่ดีแล้ว เราต้องมาลงลึกเรื่อง "หน้าตาและโครงสร้างภายใน" ของแต่ละหน้ากันบ้างครับ เพื่อให้ Googlebot อ่านง่ายที่สุด ใน Ep 6: On-Page SEO Architecture


อ้างอิงเพิ่มเติม

  • HubSpot: The Topic Cluster Model
  • Moz: Internal Linking Strategy