
ภาพประกอบบทเรียน On-Page SEO
On-Page เป็นสิ่งที่ควรทำให้สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะว่าเป็นสิ่งที่เราควบคุมได้โดยตรง หรือเป็นปัจจัยภายในนั่นเอง บทเรียนนี้เราจะมาทำความเข้าใจว่า On-Page SEO คืออะไร มีวิธีไหนบ้างในการปรับ On Page เพื่อให้หน้าเว็บของเราไปติดอยู่ในหน้าแรก Google
On-Page SEO คืออะไร?
On-Page SEO คือการปรับแต่งหน้าเว็บของเราให้ optimize หรือดีต่อ Google Search เป็นสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้โดยตรง โดยส่วนใหญ่แล้วจะเกี่ยวข้องกับการเขียนและปรับคอนเทนต์บนหน้าเว็บไซต์ การเขียนและปรับ Meta Tags ต่าง ๆ เช่น Meta Title, Meta Description รวมไปถึงการดีไซน์ URLs และการจัดวาง Headings และ Keywords ต่าง ๆ ภายในหน้าเว็บเพจ
ด้านล่างคือเช็คลิสต์การทำ On-Page SEO มาให้ครบ จบในบทความเดียวครับ อ่านจบเชื่อว่าเพื่อน ๆ จะสามารถนำวิธีการเหล่านี้ไปปรับการทำ SEO เพื่อโอกาสในการติดหน้าแรก Google หรืออันดับที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน
1. URL Slug มีคีย์เวิร์ดและสั้น กระชับ
วิธีการนี้เราจะเรียกว่าการ optimize URL ก็ว่าได้ ควรมีคีย์เวิร์ดอยู่ใน URL เช่น mybookshop.com/second-hand-book นี่คือตัวอย่างคีย์เวิร์ดเป็นต้น ซึ่งบ่งบอกว่าหน้าเว็บเพจนี้เกี่ยวกับ หนังสือมือสอง แบบเต็ม ๆ และที่สำคัญ URL ของเรานั้นควรกระชับและสื่อความหมาย ยิ่งถ้าเป็นไปได้ ควรให้ keyword ที่สำคัญสุดอยู่ด้านหน้าสุด
บทความแนะนำ: การออกแบบ URL ที่ดีที่สุดสำหรับ SEO

ตัวอย่าง URL slug ที่มีคีย์เวิร์ด
2. Meta Title (headline) พาดหัวต้องโดดเด่น
Meta Title หรือ Title Tag พาดหัวบทความต้องน่าสนใจและดึงดูดคนอ่าน เพราะว่าส่วนนี้คือส่วนที่ปรากฏได้เด่นชัดที่สุดบนหน้า SERP หรือ Google Search และแน่นอนว่ามันส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราการคลิก (CTR: Click Through Rate) ให้คนคลิกเปิดมาอ่านบทความของเราเมื่อเจอในหน้า Google Search

ตัวอย่าง Meta Title
แต่พาดหัวก็ไม่ควรเป็น clickbait ด้วยเช่นกัน เพราะถ้าคนเปิดเข้ามาอ่านแล้วไม่เจอกับประสงค์ของการค้นหา (Search Intent) ของผู้อ่าน ก็จะทำให้เขาเหล่านั้นกดออกจากเว็บไซต์เราในทันที ซึ่งสิ่งนี้เรียกว่า Bounce Rate สูง เป็นการส่งสัญญาณให้ Google ทราบว่าบทความของเราไม่ตอบโจทย์ นำมาซึ่งประสบการณ์ใช้งานที่ไม่ดีต่อผู้ใช้ ท้ายสุดแล้วผู้ใช้อาจจะเกิดภาพจำที่ไม่ดีต่อเว็บไซต์ จนอาจลามไปถึงแบรนด์ของเราก็เป็นไปได้ แทนที่จะได้ผลดีต่อการทำ On-Page SEO แต่กลับกลายเป็นผลเสียซะงั้น
3. Meta Description ปัจจัยเสริมช่วยหนุน CTR
Meta Description เป็นส่วนที่แสดงผลด้านล่าง Meta Title ในหน้า Google Search โดยผมแนะนำว่าควรเป็นการเขียนอธิบายด้วยย่อหน้าสั้น ๆ เพื่อขยายความ Title ที่เราได้เขียนไปก่อนหน้า
ให้มองว่าเป็นการสรุปเนื้อหาภาพรวมบทความของเรา ควรเขียนอธิบายให้น่าสนใจ กระชับ เป็นไปได้ควรมีจำนวนไม่เกินกว่า 160 ตัวอักษร และแม้ว่า Meta Description จะไม่ส่งผลต่อ SEO โดยตรง แต่ส่งผลต่อ CTR ดังนั้นส่วนนี้ก็สำคัญไม่น้อยต่อการทำ On-Page SEO
4. จัดวาง Headings ให้เป็นลำดับขั้น
H1 คือ HTML tag ซึ่งอาจจะต้องมีความรู้ในส่วนของการทำเว็บหรือโค้ดดิ้ง หรืออย่างน้อยที่สุดก็เช่น HTML มาบ้างครับถึงจะเข้าใจส่วนนี้ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น โดย H1 คือแท็กที่มีค่าพลังเยอะและสำคัญสุดสำหรับ Google ในบรรดา Heading Tags (h1 - h6) ดังนั้น tag นี้ “ควรจะ” มีอันเดียวต่อหน้าเว็บ 1 หน้า โดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้แท็กนี้สำหรับชื่อเรื่องหรือชื่อบทความ หรือ title นั่นเอง
H2 จะใช้เป็นหัวเรื่องหลักและ H3 จะเป็นหัวเรื่องรอง ควรวางโครงสร้างการเขียนให้เหมาะสมตามลำดับชั้นความสำคัญ (Hierarchy) ของบทความนั้น ๆ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ของบทความที่เพื่อน ๆ กำลังอ่านอยู่
- On-Page SEO (
h1) - On-Page SEO คืออะไร? (
h2) - หัวข้อย่อยอื่น ๆ (
h2)
จะเห็นว่าชื่อบทความใช้ H1 มีได้อันเดียว และควรอยู่บนสุด ส่วน subtitle ของบทความนั้นแต่ละส่วนใช้ H2 มีได้หลายอัน
5. เนื้อหาต้องครอบคลุม
เนื้อหาของบทความก็ต้องครอบคลุม ครบ ทุกประเด็นในหัวข้อนั้น ๆ บางหัวข้อไม่จำเป็นต้องเขียนเยอะ ยืดยาว ส่วนบางหัวข้อที่มีหัวข้อย่อยเยอะ ๆ หรือถ้าเขียนสั้น ๆ กระชับแล้วได้เนื้อหาไม่ครบ ก็ต้องเขียนให้ครอบคลุม ไม่จำเป็นต้องเขียนให้ยืดยาวทุกบทความ แต่ขอให้ตอบโจทย์สิ่งที่ผู้ใช้ได้ค้นหาครับ
บทความแนะนำ: การเขียนบทความ SEO ให้ติดหน้าแรก Google
6. อย่าเขียนแบบชักแม่น้ำทั้ง 5 (เขียนไปเรื่อย)
ควรเขียนเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับชื่อเรื่องของบทความและคีย์เวิร์ดหรือ Search Intent ที่เราโฟกัส ไม่ใช่เขียนไหลไปเรื่อย จนจับประเด็นไม่ได้ โดยผมเน้นย้ำจริง ๆ ครับว่าเนื้อหาที่เขียนต้องเกี่ยวข้อง ไม่ใช่เขียนแบบครอบจักรวาล แบบต้องการดึง traffic จากหลาย ๆ คีย์เวิร์ด จนมันดูเยอะแยะไปหมดมารวมไว้ในบทความเดียว เพื่อให้คนค้นเจอหลาย ๆ คีย์เวิร์ด แต่สุดท้ายพอคนเปิดมาอ่านแล้วรู้สึกว่าไม่ค่อยตรงประเด็น ในที่สุดก็กดออกจากเว็บเราไปอยู่ดี แถมพวกเขาเหล่านั้นอาจจะจดจำภาพที่ไม่ดีไปแล้วเรียบร้อย พูดง่าย ๆ คือน้ำเยอะเกินไป
คำแนะนำ: 1 หน้าเว็บควรโฟกัสแค่ 1 คีย์เวิร์ดหลัก (Main Keyword)
7. อย่าลืมทำ Internal Linking
การทำ Internal Links หรือลิงก์ภายในเว็บ เพื่อเชื่อมไปยังบทความหรือหน้าเว็บที่เกี่ยวข้องในเว็บของเรา จะทำให้เป็นการส่งพลังของลิงก์ให้แก่กันไปมาภายในเว็บ ทำให้ผู้อ่านคลิกไปเพื่ออ่านบทความหรือหน้าเว็บเพจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกัน ทำให้ Google ทำการค้นเจอ เชื่อมโยง หรือ index หน้าเว็บอื่น ๆ ของเราได้สะดวกมากยิ่งขึ้น อย่างเช่นในบทความนี้เพื่อน ๆ คงสังเกตและเห็นได้ว่าผมได้มีการแทรกลิงก์ไปที่หน้าเว็บอื่น ๆ ภายในเว็บไซต์ เพื่อที่จะให้ผู้อ่านได้คลิกไปอ่านรายละเอียดหรือทบทวนเพิ่มเติมสำหรับเนื้อหานั้น ๆ
จากตัวอย่างภาพด้านล่างคือส่วนของ Footer นี่ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของ Internal Link เราสามารถใส่คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องสำหรับแต่ละหมวดหมู่ เพื่อให้ง่ายต่อการมองเห็นและกดแล้วลิงก์ไปที่หน้าเว็บเพจนั้น ๆ ทันที ลดการคลิกเข้าไปหลายชั้นกว่าจะเจอหน้าเว็บที่ต้องการ ซึ่งสามารถสร้างประสบการณ์ใช้งานที่ดีต่อผู้ใช้ได้

Footer ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง Internal Link (ตัวอย่าง footer ของ Semrush)
Breadcrumb ก็เป็นอีกส่วนที่ทำ Internal Link ได้ เหมือนตัวอย่าง Breadcrumb ของบทความนี้ที่เพื่อน ๆ กำลังอ่านอยู่นั่นเองครับ

ทำ Internal Link บน Breadcrumb
นอกจากเป็นการแนะนำเนื้อหาที่เกี่ยวข้องแล้วนั้น การทำ Internal Link ยังส่งผลให้ผู้อ่านใช้เวลาอยู่บนเว็บไซต์ของเรามากยิ่งขึ้น (Time on Site) เป็นการส่งสัญญาณที่ดีต่อ Google ว่าผู้ใช้ชอบเนื้อหาเว็บเรานะ เว็บเรามีคุณภาพผู้ใช้จึงใช้เวลาอยู่กับเว็บเรานาน เป็นต้น
8. Image Optimization
รูปภาพควรถูก compressed หรือบีบอัดให้มีขนาดไฟล์ที่เล็กเท่าที่จะทำได้ เพราะเว็บจะได้ไม่โหลดช้า เนื่องจากไฟล์ภาพใหญ่เกินไป โดยมีอีกหนึ่งวิธีที่เป็นที่นิยมคือ Lazy Loading แต่ต้องทำเฉพาะรูปภาพที่อยู่ล่าง ๆ ของหน้าเว็บเพจด้วยนะครับ
<img src="image.jpg" loading="lazy">
และรวมไปถึงฟอร์แมตรูปภาพที่ Google เองได้แนะนำ คือ WebP

ตัวอย่างการทำ Image Optimization และการใช้ไฟล์ภาพ WebP
ซึ่งทาง Google บอกว่า
“WebP typically achieves an average of 30% more compression than JPEG and JPEG 2000, without loss of image quality”
และอีกคำแนะนำคือรูปภาพควรมีคีย์เวิร์ดหรือคำที่สื่อความหมายใน alt แท็ก ซึ่งเป็น HTML tag ที่เป็นแอตทริบิวต์ของรูปภาพ
ตัวอย่าง alt attribute ในแท็กรูปภาพ (img)
<img src="image.jpg" loading="lazy" alt="on_page_seo">
ส่วนนี้เราจะเห็นได้ใน Google พอเราเสิร์ชและเลือกไปที่หัวข้อ Image จะเจอภาพต่าง ๆ ซึ่งแท็ก alt นี่แหละจะเป็นตัวช่วยดันให้ภาพในบทความหรือเว็บของเราไปปรากฏในหน้า Google Search Image และพอคลิกที่ภาพ ก็จะลิงก์มาที่หน้าเว็บเรา ช่วยเพิ่มทราฟฟิกได้อีกทาง
9. Keyword Density
Keyword Density คือ ความหนาแน่นของคีย์เวิร์ดในหน้าเว็บเพจหรือบทความของเรา อันนี้ก็มีผลต่อ SEO อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ เพราะมันจะช่วยให้ Google เข้าใจมากขึ้นว่า เรากำลังโฟกัสคีย์เวิร์ดไหนสำหรับหน้านี้
สมมติว่าเรากำลังเขียนบทความเรื่อง “Content Marketing” ที่เราได้ทำ Keyword Research มาแล้ว ถ้าบทความเรามีคำทั้งหมด 1,000 คำในบทความนี้ ควรมีคีย์เวิร์ดนี้อยู่ในบทความนี้ประมาณ 1 - 2% ก็จะได้ประมาณ 10 - 20 คำโดยประมาณ และไม่ควรอัดกันอยู่ส่วนใดส่วนหนึ่ง ควรกระจายไปให้ทั่วทุกส่วนของบทความ
ไม่แนะนำให้อัดคีย์เวิร์ดเยอะจนเกินไป เพราะ Google จะมองว่าเรากำลังทำ Keyword Spamming หรือ Keyword Stuffing อยู่ แทนที่จะเป็นผลดี แต่กลับกลายเป็นว่าโดน Google ลงโทษซะงั้น

การทำ Keyword Stuffing หรืออัดคีย์เวิร์ดเยอะเกินไป (ตัวอย่างที่ไม่แนะนำ)
10. ติดอันดับง่ายขึ้นด้วยการใช้ “คือ” หรือ “คืออะไร”
นี่คือเทคนิคที่อาจจะยังไม่ค่อยมีใครบอกครับ เพราะว่าอันนี้คือมาจากประสบการณ์ส่วนตัว ดังนั้นการเขียนบทความควรมีการอธิบายว่าสิ่งนี้มันคืออะไร ตัวอย่างเช่น สมมติว่าผมกำลังจะเขียนบทความเรื่อง Facebook Ads ผมก็จะเริ่มเขียนในส่วนของเนื้อหาโดยเริ่มจากคำว่า Facebook Ads คืออะไร? โดยกำหนดเป็นหัวข้อหลักในทั้ง Meta Title และเพิ่มใน H2 tag จากนั้นก็ตามด้วยการอธิบาย “Facebook Ads คือ ...”
ตัวอย่างการค้นหาคำว่า “Domain Name คือ” ในหน้า SERP จะเห็นว่าล้วนแล้วแต่เป็นหน้าเว็บที่มีคำว่า “คือ” ลงท้ายด้วยทั้งสิ้น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่ามันคือคีย์เวิร์ดที่เป็นคำถามยอดนิยมของคนไทย “คือ” หรือ “คืออะไร” ทำนองนี้ ถ้าเป็นชาวฝรั่งมังค่าก็มักจะค้นหาว่า “what is ...”
11. เขียนให้เป็นธรรมชาติ
หลายคนอาจจะเขียนเองหรือแม้แต่ใช้ AI ช่วยในการเขียน เช่น ChatGPT, Bard, etc เพราะว่ามันเขียนได้ง่ายและสะดวกมาก ๆ ใช่ไหมครับ? จนลืมปรับแต่งให้มันดูเป็นธรรมชาติ เช่น มีคำว่า “คุณ” อะไรแบบนี้เยอะเกินไป ดูไม่เป็นธรรมชาติ ไม่ได้ engage กับผู้อ่านเลย ผู้อ่านส่วนใหญ่ฉลาดครับ รู้ว่าอันไหนใช้ AI อันไหนเขียนเอง
แนะนำเป็นไปได้ควรเล่าเรื่องคล้าย ๆ ว่าเรากำลังเล่าอะไรบางอย่างให้เพื่อนฟัง เพราะสมัยนี้เน้นความเรียลกันแล้วครับ ยกเว้นพวกงานวารสารวิชาการหรืองานเขียนที่ต้องการความเป็นทางการหน่อย อันนี้ก็เป็นข้อยกเว้น
12. โฟกัสที่คุณค่าแก่ผู้อ่าน
ให้นึกถึง “คุณค่า” ที่จะมอบให้คนอ่านหรือคนเสิร์ชก่อน ส่วน “SEO” มันจะตามมาเป็น reward หรือรางวัลให้เราแบบงาม ๆ ในภายหลัง และเว็บเราจะอยู่ยาว ๆ และนั่งอยู่ในใจคนอ่านได้ไปอีกนานแสนนาน
ดังนั้นลองถามตัวเองครับว่า เราทำคอนเทนต์หรือสร้างเนื้อหาหรือบทความนี้ขึ้นมาทำไม คนอ่านเมื่ออ่านแล้วได้อะไร?
สรุป
On Page เป็นปัจจัยภายในในการทำ SEO ที่เราสามารถควบคุมได้โดยตรง หลัก ๆ คือการเขียน ปรับคอนเทนต์ ปรับ title, description, keyword, headings กำหนด URL slug ฯลฯ เป็นต้น
หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อน ๆ ไม่มากก็น้อย และสามารถนำไปปรับใช้ได้ในการเขียนนะครับ แล้วพบกันในบทเรียนถัดไปครับ