SEO คืออะไร? ปูพื้นฐานการทำเว็บให้ติดหน้าแรกแบบไม่ต้องซื้อโฆษณา

Last updated: January 28, 2026

ปัจจุบันค่าโฆษณาในแพลตฟอร์มต่าง ๆ มีแต่จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าธุรกิจหวังพึ่งพาแต่ช่องทางนี้เพื่อให้คนเข้าถึงสินค้าหรือบริการของเรา วันไหนที่ไม่ได้โปรโมตหรือยิง Ads ก็จะไม่มีคนเห็นสินค้าของเรา เปรียบเสมือนเรา "เช่าที่ขายของ" วันไหนหยุดจ่าย ร้านก็เงียบกริบทันที

แต่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า ยังมีอีกวิธีที่สร้างความยั่งยืนในระยะยาว โดยเราสามารถเพิ่มคนเข้าเว็บไซต์ได้แบบไม่ต้องยิงแอดไปตลอด วิธีการนี้เรียกว่าการทำ "SEO" ครับ

SEO (Search Engine Optimization) คืออะไร

SEO คือ กระบวนการปรับแต่ง (Optimize) เว็บไซต์เพื่อให้แสดงผลในหน้าแรกของ Search Engine (Google) โดยผลลัพธ์ที่ได้คือคนเข้าเว็บแบบ Organic Traffic ซึ่งเป็น Traffic คุณภาพที่เราไม่ต้องเสียเงินค่าคลิกแม้แต่บาทเดียว

ใครครองตลาด Search Engine?

ใครครองตลาด Search Engine?

เมื่อพูดถึง SEO เรามักจะโฟกัสไปที่ Google เป็นหลักครับ เพราะจากสถิติล่าสุด Google แทบจะผูกขาดตลาดการค้นหาทั่วโลก

Market Share ของ Search Engine ตลอดปี 2025 ที่ผ่านมา

Search Engine Market Share
Google 91.62%
Bing 3.31%
Yandex 1.84%
Yahoo 1.08%
Others ~2.15%

ส่วนแบ่งการตลาด Search Engine ทั่วโลก 2025
ภาพแสดงส่วนแบ่งการตลาดของ Search Engine ทั่วโลก (ที่มา: StatCounter)

ทำไมต้องติดหน้าแรก Google?

การติดอันดับต้น ๆ บนหน้าแรกของ Google (Top 10) เปรียบเสมือนการที่เราได้ "ทำเลทอง" ในโลกออนไลน์ครับ ยิ่งเราอยู่ในอันดับสูงเท่าไหร่ โอกาสที่คนจะคลิกเข้าชมเว็บไซต์ (CTR) ก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

และอันดับดี ๆ ส่งผลต่อรายได้แค่ไหน? (The Money Data)
หลายคนอาจสงสัยว่า "ที่ 1 กับ ที่ 2 ต่างกันแค่ไหนเชียว?" ลองดูข้อมูลสถิติ Click-Through Rate (CTR) นี้ครับ แล้วจะเห็นความต่างที่น่าตกใจ

ตารางที่ 1: อัตราการคลิก (CTR) ของ Google 10 อันดับแรก

อันดับ (Google Position) Average CTR (โอกาสคนคลิก)
Position 1 20.50%
Position 2 13.32%
Position 3 13.14%
Position 4 8.98%
Position 5 9.21%
Position 6 6.73%
Position 7 7.61%
Position 8 6.92%
Position 9 5.52%
Position 10 7.95%

Note: อีกการศึกษาพบว่า ถ้าดูเฉพาะ Position 1 อัตราการคลิกจะสูงถึง 32% บน Desktop และ 26.9% บน Mobile เลยทีเดียว!


ลองคำนวณเป็น "ตัวเงิน" (Hypothetical Case)

ตัวเลข % ด้านบนไม่ใช่แค่ตัวเลขโก้ๆ นะครับ แต่มันคือรายได้จริง! สมมติเรามีโจทย์ธุรกิจดังนี้:

สมมติฐานทางธุรกิจ (Business Metrics)

ตัวแปร ค่าที่กำหนด
ยอดการมองเห็น (Impressions) 10,000 ครั้ง/เดือน
อัตราปิดการขาย (Conversion Rate) 2.35%
กำไรต่อออเดอร์ (Value per Conversion) $200 (ประมาณ 6,800 บาท)

ผลลัพธ์ที่ได้:
* ถ้าอยู่อันดับ 1 (CTR 20.5%) = คนเข้าเว็บ 2,050 คน = รายได้ $9,635
* ถ้าตกมาอันดับ 6 (CTR 6.73%) = คนเข้าเว็บ 673 คน = รายได้ $3,163

เห็นไหมครับว่าแค่อันดับเปลี่ยน เงินหายไปกว่า 3 เท่าตัว!

ข้อมูลอ้างอิง: OuterBox Design - CTR based on organic position

ลองนึกภาพว่า Google เป็นเหมือนศูนย์การค้าขนาดใหญ่ การติดอันดับหน้าแรกก็เหมือนการได้เปิดร้านในโซนที่คนเดินผ่านมากที่สุด ส่วนหน้าที่ 2, 3 หรือหลังจากนั้น ก็เหมือนการเปิดร้านในซอยลึกที่คนแทบไม่เดินผ่านครับ


4 เสาหลักของการทำ SEO (The 4 Pillars)

การทำ SEO ไม่ใช่แค่การเขียนบทความครับ แต่มันคือการทำงานร่วมกันของ 4 องค์ประกอบหลักดังนี้

  1. On-Page SEO: การปรับเนื้อหาและโครงสร้างหน้าเว็บให้สมบูรณ์ (ปัจจัยภายใน)
  2. Off-Page SEO: การสร้างบารมีจากภายนอก เช่น Backlink
  3. Local SEO: การปรับแต่งให้ติดแผนที่ Google Maps สำหรับธุรกิจท้องถิ่น
  4. Technical SEO: การปรับแต่งเชิงเทคนิคเพื่อให้ Googlebot เข้าถึงข้อมูลได้ง่าย

เพื่อให้เห็นภาพว่า Technical SEO คืออะไร ลองดูตัวอย่าง Code ชุดนี้ครับ นี่คือสิ่งที่ Googlebot เห็นเวลาเข้ามาที่เว็บเรา ซึ่งต่างจากสิ่งที่มนุษย์เห็น:

<head>
    <title>SEO คืออะไร? สอนทำ SEO ฉบับจับมือทำ - WebMastery</title>
    <meta name="description" content="เรียนรู้ SEO พื้นฐานปี 2026 เข้าใจกลไกการทำงานของ Google Search...">
    <link rel="canonical" href="https://webmastery.dev/tutorials/what-is-seo" />

    <script type="application/ld+json">
    {
      "@context": "https://schema.org",
      "@type": "Article",
      "headline": "SEO คืออะไร? Organic Traffic Mastery"
    }
    </script>
</head>

การปรับแต่ง Tag เหล่านี้ในระดับ Code คือหน้าที่ของ Technical SEO ที่ช่วยให้เว็บเราสื่อสารกับ Robot ได้รู้เรื่องครับ


SEO vs ยิง Ads (Paid Search) แบบไหนดีกว่า?

เป็นคำถามโลกแตกครับ แต่คำตอบคือ "ดีคนละแบบ" ลองดูตารางเปรียบเทียบนี้เพื่อตัดสินใจครับ

ปัจจัย SEO (Organic) Paid Ads (SEM)
ค่าใช้จ่าย ฟรี (ลงทุนแรงและเวลา) จ่ายตามจริง (Pay Per Click)
ความเร็วผลลัพธ์ ช้า (3-6 เดือนขึ้นไป) เร็ว (เห็นผลทันทีที่จ่ายเงิน)
ความยั่งยืน สูงมาก (หยุดทำ Traffic ยังอยู่) ต่ำ (หยุดจ่าย Traffic เป็น 0)
ความน่าเชื่อถือ สูง (คนเชื่อใจผลลัพธ์ธรรมชาติ) ปานกลาง (มีป้าย Sponsored)

เปรียบเทียบความยั่งยืนของ Traffic ระหว่างการทำ SEO กับการซื้อโฆษณา (Paid Ads)

SEO vs Google Ads เปรียบเทียบผลลัพธ์ระยะยาว
ภาพประกอบจาก: Web Mastery - SEO Consultant Service

ความแตกต่างที่เห็นได้ชัด:

  • Google Ads (เส้นสีแดง): เหมือนการ "เช่าที่ขายของ" ครับ ตราบใดที่คุณ "เติมเงิน" คุณก็ยังมีลูกค้า แต่เมื่อไหร่ที่คุณ "หยุดจ่าย" ยอดขายและความสนใจจะดิ่งลงเหลือศูนย์ทันที
  • SEO (เส้นสีเขียว): คือการ "ซื้อที่ดินและปลูกตึกของตัวเอง" ครับ ช่วงแรกอาจจะเหนื่อยและใช้เวลาสร้าง (กราฟค่อยๆ ขึ้น) แต่เมื่อติดลมบนแล้ว ต่อให้คุณหยุดทำไปบ้าง Traffic ก็ยังคงหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่กินได้ยาวๆ ครับ

Tip:
ถ้าเพิ่งเปิดธุรกิจใหม่ (และมีงบ) แนะนำให้ลองทำ Paid Ads เพื่อเปิดตลาดก่อน แล้วถ้าคีย์ที่เรายิงแอดติดแล้ว มีความเป็นไปได้แล้ว ค่อยทำ SEO ควบคู่กันไปเพื่อลดต้นทุนในระยะยาวก็เป็นอีกวิธีที่โอเครเลยครับ (ย้ำว่าถ้ามีงบนะครับ)

สิ่งที่ต้องระวังในปี 2026 (The Reality Check)

ถึงข้อดีจะเยอะ แต่ SEO ยุคนี้ก็มีความท้าทายที่ต้องรู้ครับ:

  • Generative AI (SGE): การมาของ AI Search ทำให้พฤติกรรมการค้นหาเปลี่ยนไป Google เริ่มตอบคำถามเองได้โดยที่คนไม่ต้องคลิกเข้าเว็บ
  • Time & Patience: SEO ไม่เหมือนยิงแอดที่เห็นผลทันที ต้องใจเย็นเหมือนปลูกต้นไม้
  • Complexity: ลำพังแค่เขียนบทความดีอาจไม่พอแล้ว ต้องมีความรู้เรื่อง Technical SEO และ User Experience ด้วย

สรุป

SEO คือการลงทุนสร้าง "บ้าน" ของตัวเองในโลกออนไลน์ครับ แม้จะต้องใช้ความอดทนในการ "ปลูกต้นไม้" ต้นนี้ แต่เมื่อมันเติบโตแล้ว มันจะออกดอกออกผลให้เราเก็บกินได้ตลอดไปครับ

หวังว่าบทความนี้จะทำให้เพื่อน ๆ มองภาพรวมของ SEO ออกนะครับ ในบทต่อไปเราจะมาดูความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของวงการ SEO นั่นคือการมาของ AI ครับ


References:

  • StatCounter Global Stats 2024
  • Google Search Central Documentation